Thai NS Solution
ISCAR-Maxout

EARTH JUMP 2026: สะพานเพื่อยกระดับความยั่งยืนที่จับต้องได้ของภาคธุรกิจ

Date Post
11.06.2026
Post Views

ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกโตต่ำที่กดทับให้ภาคธุรกิจไทยจมดิ่งอยู่รั้งท้ายแถวของภูมิภาค ซ้ำร้ายยังต้องเผชิญแรงบีบคั้นจากมาตรการกีดกันทางการค้ายุคใหม่เช่น ‘CBAM’ คำถามที่ปลุกผู้ประกอบการไทยในวันนี้ให้ตื่นขึ้นมา จึงไม่ใช่แค่เรื่องของผลกำไรแต่คือการดิ้นรนเพื่อรักษาเสถียรภาพและความอยู่รอดในสมรภูมิใหม่ ผ่านงานด้านความยั่งยืนแห่งปี EARTH JUMP 2026 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างธนาคารกสิกรไทย และ World Bank Group ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 และ 10 มิถุนายน 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ นำเสนอความสำเร็จภาคปฏิบัติที่แปรสภาพ ‘ความยั่งยืน’ ให้กลายเป็น ‘อาวุธทางกลยุทธ์’ ผ่านมุมมองของผู้นำทางความคิดและกรณีศึกษาจริงที่จับต้องได้ บทความนี้ MM Thailand จะพาทุกท่านไปถอดรหัสว่า ในยุคที่ไม่มีแต้มต่อให้ลองผิดลองถูก ธุรกิจของคุณจะขยับตัวอย่างไรภายใต้วิกฤติแห่งความยั่งยืน

หลายครั้งที่ผู้ประกอบการรายย่อยหรือ ‘SME’ มักมองว่าเรื่องของความยั่งยืนเป็นเพียงภาพฟุ้งเชิงนามธรรมที่สงวนไว้สำหรับยักษ์ใหญ่ที่มีกำลังทุนหนา เพราะแค่การประคองธุรกิจให้รอดพ้นจากต้นทุนรายวันก็นับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมากแล้ว แต่ความจริงหน้างานจากเวที EARTH JUMP 2026 พิสูจน์ให้เห็นว่า ความยั่งยืนที่แท้จริงสามารถเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการรีดประสิทธิภาพจากทรัพยากรที่มีอยู่ แม้จะเป็นการแก้ปัญหาในจุดเล็กๆ ที่สามารถจับต้องและประเมินผลได้จริง

ตัวอย่างเชิงประจักษ์จาก คุณวรวุฒิ พงศ์ชินภัค ประธานผู้บริหารสายงานขายและการตลาดประเทศไทย กลุ่มธุรกิจ TCP ได้เผยแง่มุมการแก้ปัญหาห่วงโซ่อุปทานในช่วงสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสีเคมีสำหรับพิมพ์บาร์โค้ดบนบรรจุภัณฑ์ แทนที่จะนั่งรอซัพพลายระดับโลกพลิกฟื้น TCP เลือกปรับวิธีคิดมาใช้ ‘สติกเกอร์’ แทน ซึ่งเป็นโซลูชันที่รวดเร็ว และสามารถจัดหาซัพพลายเชนภายในประเทศได้ทันที ช่วยลดการพึ่งพิงปัจจัยภายนอกที่ไม่แน่นอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกันในมิติของการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บจก. แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) ได้แชร์โมเดลการนำ AI และระบบจัดเส้นทาง ‘Routing Optimization’ เข้ามาปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ จนสามารถส่งคนและสินค้าแบบ ‘Batching’ หรือการเดินทางไปในทิศทางเดียวกันพร้อมกันได้สูงถึง 44% ช่วยลดระยะทางเฉลี่ยระหว่างการ Batch ได้ถึง 15.8% และลดระยะทางในการวิ่งรับส่งด้วยระบบจัดเส้นทางอัจฉริยะได้กว่า 50% นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าการลดการใช้คาร์บอนไม่ได้แปลว่าต้องควักเงินจ่ายแพงขึ้น แต่คือการบริหารข้อมูลเพื่อลดต้นทุนทางธุรกิจโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจทุกขนาดสามารถนำไปขบคิดต่อยอดได้ทันที

ในยุคที่ SME ถูกกดทับด้วยต้นทุนและข้อกำหนดสากลอย่างรุนแรง การจะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวย ภายใต้การเสวนา ‘กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ’ เหล่าผู้นำภาคเอกชนได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างดุดันไปยังกลไกภาครัฐว่า บทบาทดั้งเดิมในฐานะ ‘Regulator’ หรือผู้คุมกฎกำลังจะกลายเป็นตัวฉุดรั้ง และถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องทรานส์ฟอร์มตัวเองสู่การเป็น ‘Enabler’ หรือผู้เปิดทางเพื่อช่วยให้ธุรกิจรอดชีวิต

คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้แสดงความเห็นเอาไว้ว่า อยากให้ภาครัฐเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองจาก ‘Regulator’ มาเป็น ‘Endorser’ เพื่อสนับสนุนให้ SME เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่ทำได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครื่องมือ แนวทาง หรือการวาง ‘Roadmap’ ที่ชัดเจน สอดคล้องกับความเห็นของ คุณปรีดา วัชรเธียรสกุล ที่ได้เน้นย้ำถึงเสถียรภาพเชิงนโยบายเอาไว้ว่า”นโยบายด้านความยั่งยืนจากภาครัฐต้องชัดเจน ต่อเนื่อง และไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งยังต้องสอดคล้องกับแนวทางของระดับสากล ตลอดจนการสร้างตลาดหรือ Demand ที่จับต้องได้จริงให้กับภาคธุรกิจ” เพราะหากไร้ซึ่งตลาดรองรับหรือแรงจูงใจทางธุรกิจที่ชัดเจน การลงทุนด้านความยั่งยืนของ SME ก็จะกลายเป็นเพียงต้นทุนจมที่ไม่มีวันสร้างผลตอบแทนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ

เรื่องของไฟฟ้าถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งภายใต้บทสนทนาด้านความยั่งยืนในงาน Earth Jump 2026 ผ่านมิติของธุรกิจอย่าง Data Center และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งสะท้อนภาพความท้าทายด้านนโยบายตั้งแต่ค่าไฟแพง การจัดหาพลังงานสะอาดที่ยาดลำบาก ส่งผลต่อการคว้าโอกาสการลงทุนในยุคใหม่อยู่ไม่น้อย

เอกณัฐ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมแบ่งปันความรู้บนเวที ได้รับทราบถึงความท้าทายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งผลักดันนโยบายที่ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด โดยมีเป้าหมายด้าน Net Zero ผ่านแผน PDP ใหม่ที่ต้องมีไฟสะอาดไม่ต่ำกว่า 50% และยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่

  • โซลาร์เซลล์ — ปัญหาใบอนุญาตที่ล่าช้ามาก แม้แต่ปลัดกระทรวงพลังงานเองยังต้องรอเป็นปีกว่าจะได้อนุมัติติดโซลาร์ที่บ้านตัวเอง โดยปัจจุบันกำลังปรับเป็นระบบ One Stop ที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ไม่เกิน 1 เดือน ค่าใช้จ่ายเหลือ 7,000 บาทสำหรับกรณีใช้เอง อัตรารับซื้อไฟเพิ่มจาก 90 MW เป็น 500 MW ในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย
  • PDP ใหม่ — . เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี โดยจะแบ่งประเภทผู้ผลิตไฟ เช่น prosumer (บ้าน/อาคาร), IPS (Independent Power Supply สำหรับอุตสาหกรรม) และตลาดรับซื้อไฟเสรี โดยคาดว่าจะออกภายใน ก.ค.–ส.ค ปี 2569 นี้
  • Direct PPA / ตลาดรับซื้อไฟเสรี — เปิดโครงการนำร่องกับกลุ่ม Data Center ก่อน แล้วจึงขยายนโยบายสู่ทุกอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการแข่งขันด้านการผลิตพลังงานสะอาดขึ้น
  • Data Center — สิ่งสำคัญของการแข่งขันในธุรกิจใหม่ คือ ต้องใช้ไฟสะอาดและต้องรับผิดชอบต้นทุนสำหรับ LNG เอง โดยต้องไม่ผลักภาระให้ประชาชนและอุตสาหกรรมเดิม ซึ่งเน้นย้ำว่า Data Center ที่มาแค่ ‘ใช้ไฟถูก’ โดยไม่สร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยจริงๆ จะไม่รับ และยังต้องดึง Supply Chain เรื่อง Semiconductor ตลอดจน Smart Electronics มาด้วย

ความบิดเบี้ยวหนึ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมปัจจุบัน คือ เมื่อพูดถึงเรื่องความยั่งยืน ทุกสายตามักจะพุ่งเป้าไปที่เรื่องพลังงานและการลดคาร์บอน (Environment) จนทำให้ละเลยมิติอื่นที่สำคัญไม่แพ้กัน บนเวที ‘SME Clinic’ ได้เรียกสติให้กับผู้เข้าฟังราวกับตื่นจากภวังค์โดย คุณชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการอาวุโส กลุ่มไทยซัมมิท ที่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “การมองเรื่องความยั่งยืนต้องมองให้ครบประเด็น เครื่องมือในด้านความยั่งยืนที่ใช้กัน คือ ESG ซึ่งเรื่อง Net Zero ให้ความสำคัญกับ E หรือสิ่งแวดล้อม แต่อย่าลืมว่ายังมีเรื่องของ S กับ G หรือสังคมกับธรรมาภิบาลด้วย”

หน้างานจริงในวันนี้ ‘E’ หรือสิ่งแวดล้อมมักกลายเป็น ‘ลูกรัก’ ของทุกองค์กร เนื่องจากเป็นมิติที่วัดผลเชิงตัวเลขได้ง่าย เห็นผลลัพธ์ไวผ่านบิลค่าไฟหรือปริมาณการลดใช้พลังงาน ซึ่งกระทบต่อกระเป๋าเงินโดยตรงของ SME แต่ในความเป็นจริงแล้ว รากฐานที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน คือการทำให้องค์ประกอบของ ESG เกิดขึ้นอย่างครบองค์ ไม่เกี่ยงว่าเป็นธุรกิจขนาดใด

หากโรงงานเน้นย้ำแต่เรื่องการประหยัดพลังงาน แต่ละเลยมิติของ ‘S’ (Social) ในการดูแลโครงสร้างแรงงานและความปลอดภัย หรือละเลย ‘G’ (Governance) เรื่องธรรมาภิบาลและความโปร่งใสภายในองค์กร ต่อให้คุณจะลดคาร์บอนได้มากแค่ไหน ธุรกิจก็พร้อมจะล่มสลายลงจากวิกฤตภายในอยู่ดี

หนึ่งในการพูดคุยที่ทุกคนตั้งตาเฝ้ารอ คือ เวทีของคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่จะมาบอกเล่าเศรษฐกิจผ่านมุมมองของหนึ่งในแม่ทัพสำคัญของประเทศที่ต้องรับมือกับความท้าทายและปากท้องของประชาชนทั่วประเทศ

คุณศุภจีสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยว่ากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เป็นช่วงปรับตัวที่มีหลายเรื่องเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน วันนี้ภูมิรัฐศาสตร์กระทบโดยตรงกับภูมิเศรษฐศาสตร์ การเจรจาค้าขายหรือเศรษฐกิจตึงประกอบไปด้วยหลากหลายมิติในการเจรจา ในขณะเดียวกันก็ยังเน้นย้ำว่าแม้ GDP ของประเทศจะโตแต่ ‘เงินในกระเป๋านั้นไม่ได้โตตาม’ ทำให้เห็นถึงปัญหาที่ทุกคนรู้สึกตัวกันมาตลอด

สิ่งที่คุณศุภจีได้เล่าบนเวทีนั้นสอดคล้องกับการพูดคุยในวงเสวนาอื่นๆ ของภาคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสมาคมหรือหน่วยงานเอกชนต่างๆ นั่นคือ ประเด็นของ Local Content ซึ่งทำให้หลายบริบทประเทศไทยกลายเป็นทางผ่านของการส่งสินค้ามากกว่าการเพิ่มมูลค่าให้ในประเทศ โดยอ้างอิงตัวเลขส่งออกในปีที่ผ่านมามูลค่า 11.1 ล้านล้านบาท แต่นำเข้า 11.4 ล้านล้านบาท สะท้อนภาพ Local Content ในประเทศที่ไม่มากพอ เกิดเป็นภาพของสินค้านำเข้ามากลายเป็นสินค้าส่งออกด้วยแทบทั้งหมด การออกแบบนโยบายใหม่เพื่อให้คนตัวเล็กตัวน้อยหรือ SME, Micro SME สามารถแข่งขันเติบโตได้อย่างยั่งยืนจึงเป็นอีกประเด็นสำคัญ

ในขณะเดียวกันการรุมเร้าของปัญหาที่หลากหลายทำให้ไม่สามารถเลือกทำอย่างใดอย่างนึงเท่านั้นได้ นโยบายต้องครอบคลุมระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวไปพร้้อม ๆ กันการแก้ปัญหาจึงต้องมอง 3 แนวทางพร้อมกัน ได้แก่ การลดค่าครองชีพ, โครงการเสริมรายได้ SME ให้เข้าถึงแหล่งทุน, เทคโนโลยี และหาตลาดให้ผู้ประกอบการ และการปรับแก้กฎระเบียบ – ยกระดับมาตรฐานให้โปร่งใส น่าเชื่อถือ สามารถไว้ใจได้

หากมองในเรื่องของการส่งออกหรือคู่ค้า CBAM อาจเป็นเพียงด้านเดียวที่เกิดขึ้นหากมองไปที่ยุโรป แต่ยังมีโอกาสที่เกิดขึ้นจากตลาดรักษ์โลกอีกมาก ยกตัวอย่างตลาดอย่างอินเดียที่กำลังเติบโต ด้วยสถานการณ์ที่อินเดียเต็มไปด้วยมลพิษและตลาดที่อยู่อาศัยกำลังเติบโต คุณศุภจีมองเห็นโอกาสในการขยายตลาดสินค้าไทยที่เป็นวัสดุรักษ์โลกเข้าสู่ตลาดมูลค่ามหาศาลดังกล่าว

ประเด็นด้านความยั่งยืนจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจาะตลาด คุณศุภจีจึงมองว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องของทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก แต่ต้องทำการศึกษาให้ดีว่าตลาดอะไร ต้องการอะไร ถ้าจะเข้าไปในตลาดนั้นได้ต้องมีเรื่องเล่าที่ดี มันต้องสามารถติดตามย้อนกลับได้ว่าจุดตั้งต้นของสินค้า เรื่องราวของสินค้าเป็นอย่างไร เรื่องพวกนี้ขายได้ ดังนั้นคุณศุภจีจึงมองว่าความยั่งยืน คือจุดขาย คือโอกาส แต่ต้องรู้ว่าโอกาสมันอยู่ตรงไหนอย่างชัดเจน แล้วทำการตลาดอย่างชัดเจน

“Currency ที่สำคัญที่สุดในการค้าโลกวันนี้ไม่ใช่ดอลลาร์ ไม่ใช่หยวน ไม่ใช่บาท แต่คือ Trust”

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

การพูดเรื่องความยั่งยืนโดยไม่มีกลไกรองรับก็ไม่ต่างจากการออกวิ่งโดยไม่มีเชื้อเพลิง Earth Jump 2026 จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่เวทีแลกเปลี่ยนแนวคิด แต่วางระบบนิเวศสนับสนุนภาคปฏิบัติของ SME ครบวงจรผ่านชุดเครื่องมือ ‘K-Climate Solutions’ ของธนาคารกสิกรไทย ครอบคลุมตั้งแต่การเช็กความพร้อมธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และ Supply Chain ด้วย ESG Readiness Check ไปจนถึง KCLIMATE 1.5 แพลตฟอร์มคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบริการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญผ่าน K ESG ADVISORY

ปลายทางของระบบนิเวศนี้คือกลไกทางการเงินที่เปิดตัวในงาน ‘สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้’ (Sustainability-Linked Loan for SME) ซึ่งมอบส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษเมื่อทำได้ตามเป้าหมาย เช่น ลดการใช้พลังงานหรือได้รับใบรับรองธุรกิจสีเขียว นั่นหมายความว่าองค์กรที่ลงมือปรับโครงสร้างด้าน ESG จริงๆ จะมีต้นทุนการเงินที่ต่ำกว่าคู่แข่งที่ยังยืนดู

ความสำเร็จของงานในปีนี้ยังถูกตอกย้ำด้วยการที่ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมกับ World Bank Group จัดงาน ‘8th Global Policy Forum on Natural Capital 2026’ ควบคู่กัน นับเป็นสัญญาณที่ชัดว่าทิศทางนโยบายระดับโลกและเม็ดเงินข้ามชาติกำลังไหลมาในเส้นทางนี้อย่างไม่มีวันย้อนกลับ

จากการใช้เวลาในงาน Earth Jump 2026 และได้มีโอกาสรับฟังแนวคิดอันหลากหลายดัานความยั่งยืนที่เกิดขึ้น พบว่าข้อความที่เหมือนกันในสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญทุกคนพูดเหมือนกัน คือ เรื่องของความยั่งยืนกลายเป็นกลไกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะในมิติใดก็ตาม

ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการบริหารจัดการภายในองค์กร การบริหารจัดการคู่ค้าและซัพพลายเชน การใช้ทรัพยากรที่มีอย่างคุ้มค่า ตลอดจนการมองไกลไปถึงการบริหารจัดการทรัพยากรในอนาคต เช่น การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีความซับซ้อนยุ่งยากสูง สิ่งเหล่านี้ไม่อาจผลัดวันประกันพรุ่งได้อีกต่อไป เพราะการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตจำเป็นต้องเริ่มต้นในวันนี้โดยมีฐานรากที่แน่น ทั้งเรื่องของคน โมเดลธุรกิจ เทคโนโลยี และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง Earth Jump 2026 ได้สะท้อนประเด็นเหล่านี้เอาไว้อย่างชัดเจนและเปิดพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนเอาไว้ได้อย่างน่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด ตัวอย่างความสำเร็จ และกลไกทางการเงินที่จะขับเคลื่อนความยั่งยืนที่ทุกคนสามารถจับต้องได้

ภายใต้สถานการณ์และบริบทการแข่งขันในปัจจุบัน เรื่องของความยั่งยืนอาจไม่ใช่เวลาที่ต้องตั้งคำถามว่าจะทำหรือไม่ แต่ต้องเริ่มลงมือทำ เริ่มเรียนรู้ และหาเครื่องมือที่เหมาะกับธุรกิจของตัวเอง เพื่อปรับโครงสร้างและการทำธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวคิดสำคัญอย่าง ESG ที่ครบถ้วน ซึ่งจะเปลี่ยนแรงกดดันให้กลายเป็นตัวเร่งของธุรกิจในโลกใหม่ ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการเติมฐานรากของธุรกิจให้หนักแน่นอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

Logo-Company
Logo-Company
Logo-Company
logo-company
Thossathip Soonsarthorn
Expert & Knowledge Curator GMTX - MMThailand - AUTOMATION EXPO
ระบบจัดเก็บแนวตั้ง Kardex Remstar จาก Store Master
Webinar Semiconductor