ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกโตต่ำที่กดทับให้ภาคธุรกิจไทยจมดิ่งอยู่รั้งท้ายแถวของภูมิภาค ซ้ำร้ายยังต้องเผชิญแรงบีบคั้นจากมาตรการกีดกันทางการค้ายุคใหม่เช่น ‘CBAM’ คำถามที่ปลุกผู้ประกอบการไทยในวันนี้ให้ตื่นขึ้นมา จึงไม่ใช่แค่เรื่องของผลกำไรแต่คือการดิ้นรนเพื่อรักษาเสถียรภาพและความอยู่รอดในสมรภูมิใหม่ ผ่านงานด้านความยั่งยืนแห่งปี EARTH JUMP 2026 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างธนาคารกสิกรไทย และ World Bank Group ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 และ 10 มิถุนายน 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ นำเสนอความสำเร็จภาคปฏิบัติที่แปรสภาพ ‘ความยั่งยืน’ ให้กลายเป็น ‘อาวุธทางกลยุทธ์’ ผ่านมุมมองของผู้นำทางความคิดและกรณีศึกษาจริงที่จับต้องได้ บทความนี้ MM Thailand จะพาทุกท่านไปถอดรหัสว่า ในยุคที่ไม่มีแต้มต่อให้ลองผิดลองถูก ธุรกิจของคุณจะขยับตัวอย่างไรภายใต้วิกฤติแห่งความยั่งยืน
ถอดความสำเร็จจากองค์กรใหญ่: เมื่อการแก้ปัญหาในจุดเล็กๆ อย่างใส่ใจกลายเป็นการเปิดทางให้ SME
หลายครั้งที่ผู้ประกอบการรายย่อยหรือ ‘SME’ มักมองว่าเรื่องของความยั่งยืนเป็นเพียงภาพฟุ้งเชิงนามธรรมที่สงวนไว้สำหรับยักษ์ใหญ่ที่มีกำลังทุนหนา เพราะแค่การประคองธุรกิจให้รอดพ้นจากต้นทุนรายวันก็นับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมากแล้ว แต่ความจริงหน้างานจากเวที EARTH JUMP 2026 พิสูจน์ให้เห็นว่า ความยั่งยืนที่แท้จริงสามารถเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการรีดประสิทธิภาพจากทรัพยากรที่มีอยู่ แม้จะเป็นการแก้ปัญหาในจุดเล็กๆ ที่สามารถจับต้องและประเมินผลได้จริง
ตัวอย่างเชิงประจักษ์จาก คุณวรวุฒิ พงศ์ชินภัค ประธานผู้บริหารสายงานขายและการตลาดประเทศไทย กลุ่มธุรกิจ TCP ได้เผยแง่มุมการแก้ปัญหาห่วงโซ่อุปทานในช่วงสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสีเคมีสำหรับพิมพ์บาร์โค้ดบนบรรจุภัณฑ์ แทนที่จะนั่งรอซัพพลายระดับโลกพลิกฟื้น TCP เลือกปรับวิธีคิดมาใช้ ‘สติกเกอร์’ แทน ซึ่งเป็นโซลูชันที่รวดเร็ว และสามารถจัดหาซัพพลายเชนภายในประเทศได้ทันที ช่วยลดการพึ่งพิงปัจจัยภายนอกที่ไม่แน่นอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกันในมิติของการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บจก. แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) ได้แชร์โมเดลการนำ AI และระบบจัดเส้นทาง ‘Routing Optimization’ เข้ามาปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ จนสามารถส่งคนและสินค้าแบบ ‘Batching’ หรือการเดินทางไปในทิศทางเดียวกันพร้อมกันได้สูงถึง 44% ช่วยลดระยะทางเฉลี่ยระหว่างการ Batch ได้ถึง 15.8% และลดระยะทางในการวิ่งรับส่งด้วยระบบจัดเส้นทางอัจฉริยะได้กว่า 50% นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าการลดการใช้คาร์บอนไม่ได้แปลว่าต้องควักเงินจ่ายแพงขึ้น แต่คือการบริหารข้อมูลเพื่อลดต้นทุนทางธุรกิจโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจทุกขนาดสามารถนำไปขบคิดต่อยอดได้ทันที
เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจ: เปลี่ยนรัฐจาก ‘Regulator’ สู่ ‘Enabler’
ในยุคที่ SME ถูกกดทับด้วยต้นทุนและข้อกำหนดสากลอย่างรุนแรง การจะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวย ภายใต้การเสวนา ‘กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ’ เหล่าผู้นำภาคเอกชนได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างดุดันไปยังกลไกภาครัฐว่า บทบาทดั้งเดิมในฐานะ ‘Regulator’ หรือผู้คุมกฎกำลังจะกลายเป็นตัวฉุดรั้ง และถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องทรานส์ฟอร์มตัวเองสู่การเป็น ‘Enabler’ หรือผู้เปิดทางเพื่อช่วยให้ธุรกิจรอดชีวิต
คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้แสดงความเห็นเอาไว้ว่า อยากให้ภาครัฐเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองจาก ‘Regulator’ มาเป็น ‘Endorser’ เพื่อสนับสนุนให้ SME เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่ทำได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครื่องมือ แนวทาง หรือการวาง ‘Roadmap’ ที่ชัดเจน สอดคล้องกับความเห็นของ คุณปรีดา วัชรเธียรสกุล ที่ได้เน้นย้ำถึงเสถียรภาพเชิงนโยบายเอาไว้ว่า”นโยบายด้านความยั่งยืนจากภาครัฐต้องชัดเจน ต่อเนื่อง และไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งยังต้องสอดคล้องกับแนวทางของระดับสากล ตลอดจนการสร้างตลาดหรือ Demand ที่จับต้องได้จริงให้กับภาคธุรกิจ” เพราะหากไร้ซึ่งตลาดรองรับหรือแรงจูงใจทางธุรกิจที่ชัดเจน การลงทุนด้านความยั่งยืนของ SME ก็จะกลายเป็นเพียงต้นทุนจมที่ไม่มีวันสร้างผลตอบแทนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ

‘ไฟสะอาด’ ก้าวต่อไปของโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไทย
เรื่องของไฟฟ้าถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งภายใต้บทสนทนาด้านความยั่งยืนในงาน Earth Jump 2026 ผ่านมิติของธุรกิจอย่าง Data Center และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งสะท้อนภาพความท้าทายด้านนโยบายตั้งแต่ค่าไฟแพง การจัดหาพลังงานสะอาดที่ยาดลำบาก ส่งผลต่อการคว้าโอกาสการลงทุนในยุคใหม่อยู่ไม่น้อย
เอกณัฐ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมแบ่งปันความรู้บนเวที ได้รับทราบถึงความท้าทายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งผลักดันนโยบายที่ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด โดยมีเป้าหมายด้าน Net Zero ผ่านแผน PDP ใหม่ที่ต้องมีไฟสะอาดไม่ต่ำกว่า 50% และยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่
- โซลาร์เซลล์ — ปัญหาใบอนุญาตที่ล่าช้ามาก แม้แต่ปลัดกระทรวงพลังงานเองยังต้องรอเป็นปีกว่าจะได้อนุมัติติดโซลาร์ที่บ้านตัวเอง โดยปัจจุบันกำลังปรับเป็นระบบ One Stop ที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ไม่เกิน 1 เดือน ค่าใช้จ่ายเหลือ 7,000 บาทสำหรับกรณีใช้เอง อัตรารับซื้อไฟเพิ่มจาก 90 MW เป็น 500 MW ในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย
- PDP ใหม่ — . เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี โดยจะแบ่งประเภทผู้ผลิตไฟ เช่น prosumer (บ้าน/อาคาร), IPS (Independent Power Supply สำหรับอุตสาหกรรม) และตลาดรับซื้อไฟเสรี โดยคาดว่าจะออกภายใน ก.ค.–ส.ค ปี 2569 นี้
- Direct PPA / ตลาดรับซื้อไฟเสรี — เปิดโครงการนำร่องกับกลุ่ม Data Center ก่อน แล้วจึงขยายนโยบายสู่ทุกอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการแข่งขันด้านการผลิตพลังงานสะอาดขึ้น
- Data Center — สิ่งสำคัญของการแข่งขันในธุรกิจใหม่ คือ ต้องใช้ไฟสะอาดและต้องรับผิดชอบต้นทุนสำหรับ LNG เอง โดยต้องไม่ผลักภาระให้ประชาชนและอุตสาหกรรมเดิม ซึ่งเน้นย้ำว่า Data Center ที่มาแค่ ‘ใช้ไฟถูก’ โดยไม่สร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยจริงๆ จะไม่รับ และยังต้องดึง Supply Chain เรื่อง Semiconductor ตลอดจน Smart Electronics มาด้วย
อย่าปล่อยให้ ‘S’ และ ‘G’ ถูกมองข้ามในสมการความยั่งยืน
ความบิดเบี้ยวหนึ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมปัจจุบัน คือ เมื่อพูดถึงเรื่องความยั่งยืน ทุกสายตามักจะพุ่งเป้าไปที่เรื่องพลังงานและการลดคาร์บอน (Environment) จนทำให้ละเลยมิติอื่นที่สำคัญไม่แพ้กัน บนเวที ‘SME Clinic’ ได้เรียกสติให้กับผู้เข้าฟังราวกับตื่นจากภวังค์โดย คุณชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการอาวุโส กลุ่มไทยซัมมิท ที่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “การมองเรื่องความยั่งยืนต้องมองให้ครบประเด็น เครื่องมือในด้านความยั่งยืนที่ใช้กัน คือ ESG ซึ่งเรื่อง Net Zero ให้ความสำคัญกับ E หรือสิ่งแวดล้อม แต่อย่าลืมว่ายังมีเรื่องของ S กับ G หรือสังคมกับธรรมาภิบาลด้วย”
หน้างานจริงในวันนี้ ‘E’ หรือสิ่งแวดล้อมมักกลายเป็น ‘ลูกรัก’ ของทุกองค์กร เนื่องจากเป็นมิติที่วัดผลเชิงตัวเลขได้ง่าย เห็นผลลัพธ์ไวผ่านบิลค่าไฟหรือปริมาณการลดใช้พลังงาน ซึ่งกระทบต่อกระเป๋าเงินโดยตรงของ SME แต่ในความเป็นจริงแล้ว รากฐานที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน คือการทำให้องค์ประกอบของ ESG เกิดขึ้นอย่างครบองค์ ไม่เกี่ยงว่าเป็นธุรกิจขนาดใด
หากโรงงานเน้นย้ำแต่เรื่องการประหยัดพลังงาน แต่ละเลยมิติของ ‘S’ (Social) ในการดูแลโครงสร้างแรงงานและความปลอดภัย หรือละเลย ‘G’ (Governance) เรื่องธรรมาภิบาลและความโปร่งใสภายในองค์กร ต่อให้คุณจะลดคาร์บอนได้มากแค่ไหน ธุรกิจก็พร้อมจะล่มสลายลงจากวิกฤตภายในอยู่ดี
มองการแข่งขันด้านความยั่งยืนผ่านสายตา ‘แต๋ม’ ศุภจี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
หนึ่งในการพูดคุยที่ทุกคนตั้งตาเฝ้ารอ คือ เวทีของคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่จะมาบอกเล่าเศรษฐกิจผ่านมุมมองของหนึ่งในแม่ทัพสำคัญของประเทศที่ต้องรับมือกับความท้าทายและปากท้องของประชาชนทั่วประเทศ

คุณศุภจีสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยว่ากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เป็นช่วงปรับตัวที่มีหลายเรื่องเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน วันนี้ภูมิรัฐศาสตร์กระทบโดยตรงกับภูมิเศรษฐศาสตร์ การเจรจาค้าขายหรือเศรษฐกิจตึงประกอบไปด้วยหลากหลายมิติในการเจรจา ในขณะเดียวกันก็ยังเน้นย้ำว่าแม้ GDP ของประเทศจะโตแต่ ‘เงินในกระเป๋านั้นไม่ได้โตตาม’ ทำให้เห็นถึงปัญหาที่ทุกคนรู้สึกตัวกันมาตลอด
สิ่งที่คุณศุภจีได้เล่าบนเวทีนั้นสอดคล้องกับการพูดคุยในวงเสวนาอื่นๆ ของภาคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสมาคมหรือหน่วยงานเอกชนต่างๆ นั่นคือ ประเด็นของ Local Content ซึ่งทำให้หลายบริบทประเทศไทยกลายเป็นทางผ่านของการส่งสินค้ามากกว่าการเพิ่มมูลค่าให้ในประเทศ โดยอ้างอิงตัวเลขส่งออกในปีที่ผ่านมามูลค่า 11.1 ล้านล้านบาท แต่นำเข้า 11.4 ล้านล้านบาท สะท้อนภาพ Local Content ในประเทศที่ไม่มากพอ เกิดเป็นภาพของสินค้านำเข้ามากลายเป็นสินค้าส่งออกด้วยแทบทั้งหมด การออกแบบนโยบายใหม่เพื่อให้คนตัวเล็กตัวน้อยหรือ SME, Micro SME สามารถแข่งขันเติบโตได้อย่างยั่งยืนจึงเป็นอีกประเด็นสำคัญ
ในขณะเดียวกันการรุมเร้าของปัญหาที่หลากหลายทำให้ไม่สามารถเลือกทำอย่างใดอย่างนึงเท่านั้นได้ นโยบายต้องครอบคลุมระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวไปพร้้อม ๆ กันการแก้ปัญหาจึงต้องมอง 3 แนวทางพร้อมกัน ได้แก่ การลดค่าครองชีพ, โครงการเสริมรายได้ SME ให้เข้าถึงแหล่งทุน, เทคโนโลยี และหาตลาดให้ผู้ประกอบการ และการปรับแก้กฎระเบียบ – ยกระดับมาตรฐานให้โปร่งใส น่าเชื่อถือ สามารถไว้ใจได้
หากมองในเรื่องของการส่งออกหรือคู่ค้า CBAM อาจเป็นเพียงด้านเดียวที่เกิดขึ้นหากมองไปที่ยุโรป แต่ยังมีโอกาสที่เกิดขึ้นจากตลาดรักษ์โลกอีกมาก ยกตัวอย่างตลาดอย่างอินเดียที่กำลังเติบโต ด้วยสถานการณ์ที่อินเดียเต็มไปด้วยมลพิษและตลาดที่อยู่อาศัยกำลังเติบโต คุณศุภจีมองเห็นโอกาสในการขยายตลาดสินค้าไทยที่เป็นวัสดุรักษ์โลกเข้าสู่ตลาดมูลค่ามหาศาลดังกล่าว
ประเด็นด้านความยั่งยืนจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจาะตลาด คุณศุภจีจึงมองว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องของทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก แต่ต้องทำการศึกษาให้ดีว่าตลาดอะไร ต้องการอะไร ถ้าจะเข้าไปในตลาดนั้นได้ต้องมีเรื่องเล่าที่ดี มันต้องสามารถติดตามย้อนกลับได้ว่าจุดตั้งต้นของสินค้า เรื่องราวของสินค้าเป็นอย่างไร เรื่องพวกนี้ขายได้ ดังนั้นคุณศุภจีจึงมองว่าความยั่งยืน คือจุดขาย คือโอกาส แต่ต้องรู้ว่าโอกาสมันอยู่ตรงไหนอย่างชัดเจน แล้วทำการตลาดอย่างชัดเจน
“Currency ที่สำคัญที่สุดในการค้าโลกวันนี้ไม่ใช่ดอลลาร์ ไม่ใช่หยวน ไม่ใช่บาท แต่คือ Trust”
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
‘พลิกแต้มต่อทางการเงิน’ เมื่อความยั่งยืนกลายเป็นส่วนลดดอกเบี้ยที่จับต้องได้
การพูดเรื่องความยั่งยืนโดยไม่มีกลไกรองรับก็ไม่ต่างจากการออกวิ่งโดยไม่มีเชื้อเพลิง Earth Jump 2026 จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่เวทีแลกเปลี่ยนแนวคิด แต่วางระบบนิเวศสนับสนุนภาคปฏิบัติของ SME ครบวงจรผ่านชุดเครื่องมือ ‘K-Climate Solutions’ ของธนาคารกสิกรไทย ครอบคลุมตั้งแต่การเช็กความพร้อมธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และ Supply Chain ด้วย ESG Readiness Check ไปจนถึง KCLIMATE 1.5 แพลตฟอร์มคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบริการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญผ่าน K ESG ADVISORY
ปลายทางของระบบนิเวศนี้คือกลไกทางการเงินที่เปิดตัวในงาน ‘สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้’ (Sustainability-Linked Loan for SME) ซึ่งมอบส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษเมื่อทำได้ตามเป้าหมาย เช่น ลดการใช้พลังงานหรือได้รับใบรับรองธุรกิจสีเขียว นั่นหมายความว่าองค์กรที่ลงมือปรับโครงสร้างด้าน ESG จริงๆ จะมีต้นทุนการเงินที่ต่ำกว่าคู่แข่งที่ยังยืนดู
ความสำเร็จของงานในปีนี้ยังถูกตอกย้ำด้วยการที่ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมกับ World Bank Group จัดงาน ‘8th Global Policy Forum on Natural Capital 2026’ ควบคู่กัน นับเป็นสัญญาณที่ชัดว่าทิศทางนโยบายระดับโลกและเม็ดเงินข้ามชาติกำลังไหลมาในเส้นทางนี้อย่างไม่มีวันย้อนกลับ
EARTH JUMP 2026: เมื่อความยั่งยืนเป็นเรื่องของวันนี้ที่รอไม่ได้อีกต่อไป
จากการใช้เวลาในงาน Earth Jump 2026 และได้มีโอกาสรับฟังแนวคิดอันหลากหลายดัานความยั่งยืนที่เกิดขึ้น พบว่าข้อความที่เหมือนกันในสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญทุกคนพูดเหมือนกัน คือ เรื่องของความยั่งยืนกลายเป็นกลไกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะในมิติใดก็ตาม

ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการบริหารจัดการภายในองค์กร การบริหารจัดการคู่ค้าและซัพพลายเชน การใช้ทรัพยากรที่มีอย่างคุ้มค่า ตลอดจนการมองไกลไปถึงการบริหารจัดการทรัพยากรในอนาคต เช่น การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีความซับซ้อนยุ่งยากสูง สิ่งเหล่านี้ไม่อาจผลัดวันประกันพรุ่งได้อีกต่อไป เพราะการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตจำเป็นต้องเริ่มต้นในวันนี้โดยมีฐานรากที่แน่น ทั้งเรื่องของคน โมเดลธุรกิจ เทคโนโลยี และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง Earth Jump 2026 ได้สะท้อนประเด็นเหล่านี้เอาไว้อย่างชัดเจนและเปิดพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนเอาไว้ได้อย่างน่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด ตัวอย่างความสำเร็จ และกลไกทางการเงินที่จะขับเคลื่อนความยั่งยืนที่ทุกคนสามารถจับต้องได้
ภายใต้สถานการณ์และบริบทการแข่งขันในปัจจุบัน เรื่องของความยั่งยืนอาจไม่ใช่เวลาที่ต้องตั้งคำถามว่าจะทำหรือไม่ แต่ต้องเริ่มลงมือทำ เริ่มเรียนรู้ และหาเครื่องมือที่เหมาะกับธุรกิจของตัวเอง เพื่อปรับโครงสร้างและการทำธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวคิดสำคัญอย่าง ESG ที่ครบถ้วน ซึ่งจะเปลี่ยนแรงกดดันให้กลายเป็นตัวเร่งของธุรกิจในโลกใหม่ ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการเติมฐานรากของธุรกิจให้หนักแน่นอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน











