fbpx
Sunday, May 31Modern Manufacturing

Panasonic ย้ายฐานการผลิตจากไทยไปเวียดนาม

โรงงานผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านแบรนด์ Panasonic ใกล้กรุงเทพฯ เตรียมย้ายฐานการผลิตไปเวียดนามเพื่อลดต้นทุน

Panasonic ประกาศปิดโรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ใกล้กรุงเทพฯ ย้ายไปโรงงานที่ใหญ่กว่าในเวียดนามเพื่อศักยภาพที่ดียิ่งกว่า โดยเดือนกันยายนจะหยุดสายการผลิตเครื่องซักผ้า และเดือนตุลาคมจะหยุดสายการผลิตตู้เย็น ตัวอาคารจะปิดตัวลงในเดือนมีนาคมปี 2021 รวมถึงศูนย์วิจัยและพัฒนาที่อยู่ร่วมกันด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันโรงงานดังกล่าวมีแรงงานกว่า 800 ชีวิตทำงานอยู่ เมื่อมีการย้ายฐานการผลิตจะได้รับการช่วยเหลือโดยโยกย้ายไปทำงานในตำแหน่งอื่นในกลุ่มบริษัทแทน







การย้ายฐานการผลิตไปเวียดนามนอกเมืองฮานอยนั้นเพื่อทำการลดต้นทุนโดยเฉพาะในส่วนของการจัดหาชิ้นส่วน การย้ายฐานการผลิตนี้ไม่ใช่ครั้งแรก Panasonic นั้นได้ย้ายฐานการผลิตภายในประเทศมายังสิงคโปร์และมาเลเซียเนื่องจากภาวะค่าเงินเยนที่ทะยานสูงขึ้น และย้ายมาประเทศไทยเนื่องจากค่าแรงที่สิงคโปร์เพิ่มขึ้นเช่นกัน การย้ายฐานการผลิตจากไทยไปยังเวียดนามก็ไม่แตกต่างกัน เป็นผลมาจากความต้องการในการลดต้นทุนในการผลิตเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันนั่นเอง

Panasonic นั้นมีการจ้างงานในเวียดนาม ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 8 พันตำแหน่งทำการผลิตโทรทัศน์ โทรศัพท์ไร้สาย อุปกรณ์สำหรับเก็บเงิน รวมถึงอุปกรณ์ด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เป็นผลมาจากความต้องการในการลดต้นทุนกว่า 930 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับงบประมาณภายในเดือนมีนาคม 2022 ในขณะที่ปีที่ผ่านมาคู่แข่งอย่าง Sharp เพิ่มกำลังการผลิตเครื่องซักผ้าและตู้เย็นในอินโดนีเซีย 30% และ 20% ตามลำดับ

ปัจจุบันต้นทุนด้านแรงงานของไทยกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ไม่อาจเป็นจุดแข็งในการผลิตได้อีกต่อไป แม้จะสูญเสียจุดแข็งด้านราคาจ้างแรงงานแต่สิ่งที่ได้กลับมา คือ ประสบการณ์ของแรงงานในไทยที่มีฐานการผลิตมาอย่างยาวนานทำให้มีทักษะและพื้นฐานสำหรับงานอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพ การแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานจึงไม่ใช่จุดขายอีกต่อไป การผลิตแบบ OEM อาจไม่ใช่ทางเลือกของประเทศไทยในปัจจุบัน แต่การต่อยอดสู่ ODM และการสร้าง OBM นั้นเป็นทางออกที่สร้างมูลค่าจากทักษะที่มีได้อย่างคุ้มค่ามากกว่า

ที่มา:
Asia.nikkei.com

Thos
"I can't understand why people are frightened of new ideas. I'm frightened of the old ones"
John Milton Cage Jr.