ISCAR-Maxout
SIEMENS OT Network Cyber Security

สงครามโลกเดือด และบิลค่าไฟ แล้วไทยจะ ‘รอด’ หรือ ‘รอวันร่วง’ ในเกมพลังงานโลกที่ไม่มีใครรอใคร

Date Post
04.06.2026
Post Views

ตอนนี้เราต้องลืมภาพจำเดิม ๆ ที่ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด คือ เรื่องของคนรักษ์โลก หรือแคมเปญช่วยหมีขั้วโลกไปได้เลย เพราะวันนี้โลกกำลังสอนบทเรียนที่เจ็บปวดและแพงหูฉี่ เมื่อสงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ได้ดึงเอาน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต่อวันหายไปจากตลาดโลก สิ่งที่ตามมา คือ ราคาพลังงานที่พุ่งทะลุเพดาน นี่ไม่ใช่แค่วิกฤตชั่วคราว แต่คือ ‘จุดเปลี่ยน’ ที่บังคับให้ทุกประเทศต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดทางเศรษฐกิจ 

จอฟฟรีย์ ไพแอตต์ (Geoffrey Pyatt) อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ชี้กลางวงประชุม CERAWeek ว่า ตอนนี้ประเทศต่าง ๆ กำลังหันหาพลังงานลม แสงอาทิตย์ และแบตเตอรี่ ไม่ใช่เพื่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ แต่เพื่อการเข้าถึงพลังงานทางเศรษฐกิจ และนั่นคือ “ความมั่นคงทางพลังงาน” ที่แท้จริง 


เมื่อฟอสซิล (Fossil) หมดความขลัง

ข้ออ้างคลาสสิกที่อุตสาหกรรมฟอสซิลชอบใช้ คือ “พลังงานสะอาดไม่เสถียร ผลิตไฟไม่ได้ 24 ชั่วโมง” แต่วันนี้ข้ออ้างนั้นถูกฉีกทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว ฟรานเชสโก ลา คาเมรา (Francesco La Camera) ผู้อำนวยการใหญ่ IRENA ประกาศกร้าวว่า ข้อโต้แย้งนี้ใช้ไม่ได้อีกต่อไป 

เหตุผลก็คือราคาของแบตเตอรี่กักเก็บไฟฟ้านั้นไม่ได้แพงมหาโหดเหมือนเมื่อก่อน แต่ถูกหั่นราคาลงมาถึง 93% นับตั้งแต่ปี 2010 เมื่อจับคู่แผงโซลาร์เซลล์หรือกังหันลมเข้ากับแบตเตอรี่ ได้กลายเป็นระบบที่มีราคาถูกเสียจนแทบจะปิดตายประตูสำหรับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ไปเลย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่แดดแรงและลมดี ซึ่งต้นทุนระบบไฮบริด (Hybrid) นี้อยู่ที่ประมาณ 50-75 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (Megawatt-Hour) ขณะที่ก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ทั่วโลกพุ่งทะลุ 88 ยูโรไปแล้ว 

ตอนนี้โลกกำลังเหยียบคันเร่งทิ้งห่างพลังงานเก่า สถาบันเอ็มเบอร์ (Ember) ยืนยันว่าปี 2025 คือ จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อแหล่งพลังงานที่มีการปล่อยมลพิษต่ำสามารถตอบสนอง “ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นใหม่” ทั่วโลกได้ทั้งหมด โดยมีพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหัวหอกใหญ่ รับจบความต้องการใหม่นี้ไปถึง 3 ใน 4 ของการเติบโตทั้งหมด 849 เทราวัตต์ชั่วโมง (Terawatt-Hour) และผู้เล่นที่ครองกระดานนี้ คือ “จีน” ที่กวาดส่วนแบ่งตลาดโลกยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพิ่มขึ้นถึง 76% ในช่วงปลายปี 2024 แถมยังปั่นยอดส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ทะลุสถิติในเดือนมีนาคม 2026 เพิ่มขึ้นถึง 42.2% 

การเมืองโลก  มหาอำนาจ และสงครามราคาโซลาร์เซลล์ 

สมรภูมินี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มีความวุ่นวายระดับภูมิรัฐศาสตร์ซ่อนอยู่ การเปลี่ยนแปลงผู้นำในประเทศมหาอำนาจส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น การที่สหรัฐอเมริกาถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในปี 2025 และหันไปสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ทำให้ประเทศพัฒนาแล้วลังเลที่จะให้ความช่วยเหลือด้านสภาพภูมิอากาศ 

ในขณะเดียวกัน การตั้งกำแพงภาษีนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ของจีนในสหรัฐฯ และอินเดีย ทำให้จีนต้องเบนเข็มส่งออกไปยังตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาแทน ประกอบกับก่อนหน้านี้ ผู้ผลิตในจีนเร่งผลิตแผงโซลาร์เซลล์จนล้นตลาดโลกในปี 2023 นำไปสู่สงครามราคาที่ทำให้ผู้ผลิตรายย่อยล้มหายตายจาก บวกกับราคาแร่เงินที่ตกลงในเดือนมกราคม ยิ่งกดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงไปอีก ทวีปแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเร่งนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์กันอย่างบ้าคลั่ง 

แต่ .. เราก็ไม่ได้สู้กับเรื่องนี้อยู่ลำพัง

ในสมรภูมินี้ไม่ได้มีแค่เราที่เจ็บตัว แน่นอนว่าการหนีตายจากฟอสซิลไม่ได้สวยหรูเหมือนโฆษณารักษ์โลก ทุกประเทศต่างมี ‘หลุมพราง’ และปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเป็นของตัวเอง ซึ่งความทุลักทุเลเหล่านี้ ก็แทบไม่ต่างอะไรกับอาการ ‘ตกร่อง’ ที่บ้านเรากำลังเผชิญ

  • เยอรมนี: ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่พลังงานหมุนเวียนก้าวขึ้นมาครองสัดส่วนถึง 55% ของการใช้ไฟฟ้า แต่สิ่งที่พวกเขากำลังปวดหัวหนัก คือ การรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า หรือ กริด (Grid) ให้รองรับความผันผวนของพลังงานลมที่เป็นแหล่งพลังงานหลัก 
  • อินเดีย: ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก พลังงานแสงอาทิตย์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ความท้าทายหลัก คือ การตอบสนองความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ยังต้องพยายามลดการพึ่งพาถ่านหินที่เป็นแหล่งพลังงานหลักไปพร้อม ๆ กัน 
  • ไนจีเรีย: ในขณะที่มหาอำนาจสู้กันเรื่องกริด ไฟฟ้าระดับชาติ ไนจีเรียใช้โซลาร์เซลล์แบบออฟกริด (Off-Grid) และมินิกริด (Mini-Grid) เพื่อเป็นทางรอดให้ผู้คนในชนบทเข้าถึงไฟฟ้า 

นี่คือสัญญาณที่บอกว่า พลังงานสะอาดไม่ใช่ของเล่นสำหรับคนรวยอีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการอยู่รอดของคนทุกระดับ

แล้วไทยอยู่ตรงไหน? หรือแค่รอให้เพื่อนบ้านเหยียบข้ามหัวไปแบบงง ๆ?

หันกลับมาดูประเทศไทย มีตัวเลขในปี 2023 ฟ้องชัดเจนว่า ไฟฟ้าของเรา 85% ยังมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และมีพลังงานสะอาดเจือปนอยู่เพียง 15% ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามนั้นก้าวล้ำไปไกล โดยมีสัดส่วนพลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้าถึง 38% แล้ว 

บาดแผลทางเศรษฐกิจที่เห็นชัดที่สุด คือ “บิลค่าน้ำมัน” เพียงแค่ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2566 ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานมูลค่ามหาศาลกว่า 288,013 ล้านบาท  นี่คือเงินที่ไหลออกนอกประเทศทุกวินาที

เราไม่ได้แค่เสียดุลการค้า แต่เรากำลังแพ้ในเกมดึงดูดนักลงทุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ต้องการพลังงานไฟฟ้ามหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง และต้องการระบบไฟฟ้าแบบไฮบริดที่เสถียร  ทุนข้ามชาติกำลังสแกนหาประเทศที่มีความพร้อม และเพื่อนบ้านเราก็ไม่รอช้าพร้อมตอบรับเรื่องนี้ทันที เช่น

  • ฟิลิปปินส์: นำเข้าโซลาร์เซลล์อย่างพุ่งกระฉูด เกือบ 4 เท่าตัว และกำลังสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมแบตเตอรี่สำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก 
  • มาเลเซีย: ประกาศสร้างโครงการระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคไปเมื่อปี 2024 
  • เวียดนาม: วางแผนใช้แหล่งแร่หายากที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกมาผลิตแบตเตอรี่ เพื่อป้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก 

‘กุญแจ 3 ดอก’ ที่เรามี กับ ‘เขาวงกต’ ที่เราสร้างเอง

ถ้าถามว่าไทยไม่มีศักยภาพเลยหรือ? สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ไทยยังมีแรงหนุนสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 

1. ภูมิประเทศที่เหมาะสมและมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูง

2. ต้นทุนที่ลดลง โดยคาดว่าต้นทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่จะลดลงถึง 27% ภายในปี 2030 

3. การสนับสนุนเชิงนโยบายที่เริ่มมีกลไกอย่าง Feed-in Tariffs (FiT) และ Corporate PPAs 

นอกจากนี้ เรายังพยายามดันนวัตกรรมอย่าง Smart Grid และ AI เข้ามาช่วยพยากรณ์การใช้พลังงานด้วย 

แต่ปัญหาคลาสสิกของเรา คือ “เขาวงกตนโยบาย” นโยบายพลังงานของเรากระจัดกระจาย ไร้ทิศทางร่วม เรามีแผนสารพัดแผน ทั้งแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP), แผนพัฒนาพลังงานทดแทน (AEDP), แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP), แผนน้ำมัน และแผนก๊าซธรรมชาติ แต่ละหน่วยงานรัฐต่างคนต่างทำ มีภารกิจที่ขัดแย้งกันเอง สรุปเราไม่ได้ขาดแผนงาน แต่เราขาดกลไกประสานงานกลางที่จะบูรณาการเป้าหมายระยะยาวให้เป็นหนึ่งเดียว 

กองกบฏบนหลังคาบ้าน! เมื่อคนตัวเล็กเลิกรอคอย ‘ไฟเขียว’ จากรัฐ

ในขณะที่ส่วนกลางยังคงงมหาทางออกกันอยู่ ฝ่ายท้องถิ่นและภาคประชาชนได้ลงมือขีดเส้นทางรอดของตัวเองไปแล้ว ตัวอย่างเช่น

  • Krabi Goes Green: การศึกษาจากเครือข่ายนักวิชาการระบุชัดเจนว่า จังหวัดกระบี่สามารถเป็นเมืองต้นแบบที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ครบ 100% ทุกชั่วโมงภายในปี พ.ศ. 2569 
  • กองทุนแสงอาทิตย์ (Thailand Solar Fund): ภาคประชาชนระดมทุนติดโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ให้โรงพยาบาลรัฐนำร่อง 7 แห่ง ข้อมูลระบุว่า การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 30 เมกะวัตต์ในโรงพยาบาล 1 แห่ง จะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ถึง 2 แสนบาทต่อปี นำเงินส่วนนี้ไปต่อลมหายใจผู้ป่วยได้อีกมหาศาล 

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สอดคล้องกับเทรนด์โลกที่อำนาจกำลังถูกผลักไปสู่มือประชาชน ดูอย่างสหราชอาณาจักรที่รัฐบาลไม่ได้แค่บังคับให้บ้านใหม่ติดโซลาร์เซลล์  แต่ยังเตรียมเปิดทางให้ “Plug-in Solar” หรือโซลาร์เซลล์แบบเสียบปลั๊ก วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อให้ชาวคอนโดซื้อไปแขวนริมระเบียงได้เองเหมือนในเยอรมนี 

ถึงเวลาเลือกระหว่างเป็น ‘ผู้สร้างราง’ หรือ ‘คนตกรถ’ กันหรือยัง?

เรามาถึงจุดรอยต่อทางประวัติศาสตร์ โลกยุคเดิมที่ผูกติดกับบ่อน้ำมันกำลังพังทลายลง การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่มันต้องเปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทั้งในการออกแบบนโยบายและเสนอทางออกทั้งระบบ 

เพื่อนำไปสู่ความเป็นธรรม กรีนพีซ (Greenpeace) ได้พยายามผลักดันระบบ Net Metering ที่ให้ลูกค้าผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายคืนส่วนที่เหลือเข้าสู่ระบบได้ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญให้ทุกคนรับมือกับโลกเดือดได้ด้วยตัวเอง  คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าประเทศไทยจะตกขบวนรถไฟสายนี้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเราจะทนจ่ายบิลค่าไฟแสนแพงเพื่อนั่งรอให้เขาวงกตนโยบายคลี่คลายด้วยตัวเอง หรือจะเปิดทางให้สังคมลุกขึ้นมาร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงในสมรภูมิที่ไม่มีใครรอใคร ความชักช้าคือภาษีที่แพงที่สุดที่เราต้องจ่ายเอาเอง!

ข้อมูลอ้างอิง:

  • เอกสารประกอบการวิเคราะห์: รายงานแนวโน้มด้านพลังงานหมุนเวียนในเอเชียในปี 2025 (Renewable Energy Trends in Asia 2025)
  • Reuters: รายงานการประชุม CERAWeek และทิศทางความมั่นคงทางพลังงาน (อ้างอิงบทสัมภาษณ์ Geoffrey Pyatt)
  • IRENA (International Renewable Energy Agency): สถิติต้นทุนระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ที่ลดลง 93% นับตั้งแต่ปี 2010 และทิศทางพลังงานหมุนเวียนโลก
  • สถาบันวิเคราะห์ข้อมูลพลังงาน Ember: รายงานการเติบโตของพลังงานแสงอาทิตย์ปี 2025 และสถิติสัดส่วนพลังงานสะอาดของไทยเทียบกับเวียดนาม
  • สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI): บทวิเคราะห์ว่าด้วยโครงสร้าง “เขาวงกตนโยบาย” พลังงานของไทย และศักยภาพ 3 ประการในการเปลี่ยนผ่าน
  • กระทรวงพาณิชย์ / กระทรวงพลังงาน: ข้อมูลมูลค่าการนำเข้าพลังงานของประเทศไทย (ตัวเลข 288,013 ล้านบาท ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2566)
  • ข้อมูลอุตสาหกรรมพลังงานโลก: สถิติการครองส่วนแบ่งตลาดโลกยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ของประเทศจีน
  • โครงการ Krabi Goes Green (เครือข่ายนักวิชาการ): งานวิจัยศักยภาพของจังหวัดกระบี่ในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2569
  • กองทุนแสงอาทิตย์ (Thailand Solar Fund): ข้อมูลความสำเร็จในการระดมทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้โรงพยาบาลรัฐ

กรีนพีซ ประเทศไทย (Greenpeace): ข้อมูลการผลักดันและข้อเสนอด้านนโยบายระบบ Net Metering

Logo-Company
Logo-Company
Logo-Company
logo-company
Modern Manufacturing
  นำเสนอข่าวสารความรู้รอบด้านเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิต เพื่ออุตสาหกรรมไทยก้าวหน้าด้วยวิทยาการสมัยใหม่และเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
Super Source-E-market place สำหรับสินค้าอุตสาหกรรม
Webinar Semiconductor