Sunday, February 5Modern Manufacturing
×

Ford ปรับสายการผลิต ปลดพนักงานกว่า 3,000 คน

Ford ปรับสายการผลิต ปลดพนักงานกว่า 3,000 คน

เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นอีกหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงและได้รับการจับตามองเป็นอย่างมาก ทำให้บริษัทรถยนต์หลายแห่งต่างก็เริ่มหันเข้ามาลงทุนกับรถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น หนึ่งในนั้นก็ได้แก่บริษัทรถยนต์ขึ้นชื่อจากสหรัฐอเมริกา Ford นั่นเอง

Ford ปรับสายการผลิต ปลดพนักงานกว่า 3,000 คน
Ford ปรับสายการผลิต ปลดพนักงานกว่า 3,000 คน

จากบทความของคุณ Jay Peters บนเว็บไซต์ The Verge ได้ระบุว่า Chairman และ CEO ของ Ford ได้เตรียมการปรับเปลี่ยนทิศทางและรูปแบบในอนาคตของ Ford เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นในปัจจุบัน และเตรียมรับมือกับคู่แข่งใหม่ในอนาคตด้วย

Ford จึงได้มีการปลดพนักงานรวมกว่า 3,000 คน แบ่งเป็นพนักงานประจำประมาณ 2,000 คน และพนักงานสัญญาจ้างอีกประมาณ 1,000 คน การเลิกจ้างในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อพนักงานในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และอินเดียเป็นหลัก แต่ Ford ก็ได้ยืนยันว่าจะให้ความช่วยเหลือในการหางานใหม่ให้แก่พนักงานที่ถูกปลดออกในครั้งนี้

มุ่งหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายในปี 2030

หลังจากการปลดพนักงานในครั้งนี้แล้ว Ford ยังได้ตั้งเป้าหมายใหม่ในการเปลี่ยนแปลงครั้งหน้า ด้วยการตั้งเป้าว่าภายในปีค.ศ. 2030 ครึ่งหนึ่งของสายการผลิตรถยนต์ของ Ford จะกลายเป็นไลน์การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแทน

Ford ปรับสายการผลิต ปลดพนักงานกว่า 3,000 คน
ที่มาภาพ : Sam Warren on Unsplash

การเปลี่ยนแปลงของ Ford ในครั้งนี้ถือเป็นการมุ่งหน้าเข้าสู่เป้าหมายที่หลาย ๆ ประเทศวางไว้ให้มีการหันมาใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าแทนมากขึ้น เพื่อลดการปล่อยมลภาวะและลดผลกระทบที่เกิดต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่สำหรับ Ford ที่เคยชินกับการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี

แต่แม้ว่า Ford จะมีฐานการผลิตรถยนต์เชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพสูงแค่ไหน การปรับตัวให้ตามทันยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภค ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ก็ต้องนำไปพิจารณาอยู่ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงนี้จะนำพา Ford ไปในทิศทางใดต่อ ก็คงจะต้องรอดูกันต่อไปครับ

Jirapat R.
"To see the world, things dangerous to come to, to see behind walls, draw closer, to find each other, and to feel. That is the purpose of life."
- The Secret Life of Walter Mitty
READ MORE
×