ISCAR-Maxout
Thai NS Solution

Sustainable Manufacturing Executive Forum: เมื่อความยั่งยืน คือ ‘ไม่เจ๊ง’

Date Post
24.06.2026
Post Views

NECTEC สวทช. จัดงาน Sustainable Manufacturing Executive Forum ภายใต้หัวข้อ The Future-Ready Factory: Smart, Digital, and Sustainable เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไทยด้วยดิจิทัลและแนวคิดอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมชวนพันธมิตรตัวจริงในวงการแลกเปลี่ยนความรู้ ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพ ในวันที่ 24 มิถุนายน 2569

ติดกระดุมเม็ดแรกให้ผู้ประกอบการจากผู้เชี่ยวชาญและโซลูชันจาก NECTEC ที่จับต้องได้จริง

จุดเด่นของ Sustainable Manufacturing Executive Forum ในครั้งนี้ คือ ความร่วมมือระหว่าง NECTEC สวทช. กับเหล่าพันธมิตรภาคเอกชนหลากหลายส่วนที่มาแบ่งปันความรู้และเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ตลอดจนกรณีศึกษาที่สอดคล้องกับแนวคิดด้านความยั่งยืนในปัจจุบัน อาทิ MITSUBISHI FACTORY AUTOMATION และ AIS Business ที่นำโซลูชันล่าสุดมานำเสนอภายในงานเป็นต้น

ภายในพื้นที่งานจึงมีทั้งโซลูชันจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่ SI ตัวจริง ไปจนถึงโซลูชัน Smart OEE จาก NECTEC SMC มาให้ผู้ประกอบการได้สัมผัส ทดลองใช้และประเมินการใช้งานได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะ Smart OEE ที่มีการอัปเกรดด้วย NomadML ที่ช่วยให้สามารถปรับแต่งการทำงานและการเก็บข้อมูลได้อย่างง่ายดายด้วยการลากวางและเชื่อม Node ต่างๆ เรียกว่าเพื่อความสามารถในการ Customize ที่ทำให้ใช้งานได้ง่ายและกว้างขวางยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดจากผู้เชี่ยวชาญทั้งภาคเอกชน หน่วยงาน และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่ร่วมกันหาคำตอบภายใต้บริบทของความยั่งยืนที่เปลี่ยนแปลงไป นำไปสู่ข้อสรุปที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการรู้เท่าทันความท้าทายที่เกิดขึ้น

โดยกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นต่างๆ นั้นชี้ชัดว่า การใช้ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์ได้กลายเป็นฐานรากสำคัญสำหรับการผลิตยุคใหม่ หรืออุตสาหกรรมยุค 5.0 ไม่ว่าจะเป็นการใช้งาน AI, เครื่องจักรอัตโนมัติ หรือการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมต่อยอดสู่ Real-Time Monitoring และการคาดการณ์การทำงานในอนาคตได้ด้วยเช่นกัน

เมื่อเรื่อง ‘ยั่งยืน’ สะท้อนภาพ ‘ความเร่งด่วน’ ที่สร้างผลกระทบต่อทุกคน

ในปัจจุบันนโยบายด้านความยั่งยืนได้กลายเป็นกระบวนการสำคัญสำหรับโรงงาน ทั้งในแง่ของการลงทุนและการปรับปรุงกระบวนการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการตรวจวัดคาร์บอนและพลังงานที่ใช้ แต่รู้กันหรือไม่ครับว่า ‘ความยั่งยืน’ นั้นเป็นประเด็นที่มีความ ‘เร่งด่วน’ มากน้อยแค่ไหน?

ข้อมูลจากดร. สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ รองประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่านาฬิกานับถอยหลังสู่จุดที่ไม่อาจย้อนกลับได้ (Point of No Return) จากผลวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมเหลือเวลาอีกเพียง 6 ปีเท่านั้น ซึ่งผลกระทบที่สามารถจับต้องได้มีทั้ง PM2.5, ไฟป่า, น้ำท่วม ไปจนถึงการขาดแคลนอาหารต่างๆ

ในขณะเดียวกันประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเปราะบางอยู่ลำดับที่ 9 จาก 30 อันดับของโลก เป็นผลจากหลากหลายปัจจัย โดย 3 – 4 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับความเสียหายจากภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่รุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คณะรัฐมนตรีจึงได้ขับเคลื่อนนโยบาย NDC 3.0 เพื่อเร่งความเร็วประเทศสู่ Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี โดยตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี 2578 ผ่านการขับเคลื่อนด้วยโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Circular Economy ที่ทำให้มองเห็นการร่นเวลาเพื่อเร่งแก้ปัญหาผลกระทบจากความแปรปรวนได้อย่างชัดเจน

‘ไม่เจ๊ง’ คำตอบที่เรียบง่ายและจับต้องได้มากที่สุดจากมุมมองของความยั่งยืน

ความท้าทายในปัจจุบันของผู้ผลิต คือ การต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงหลากหลายปัจจัยอย่างต่อเนื่อง การปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงถ้าทำแบบเดิม ต้นทุนแบบเดิม ก็คงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ยิ่งกรณีที่ยอดขายต่ำ การลงทุนซ้ำทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสมต่างๆ ซึ่งแรงกดดันที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการสามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วนจากมุมมองของเบทาโกรซึ่งเป็นหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมที่ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ได้แก่

  1. ราคาต้นทุน: ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ พลังงาน หรือต้นทุนด้านแรงงาน
  2. ข้อกำหนดด้านความยั่งยืน: ผลกระทบจากส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคู่ค้า การส่งออก หรือความต้องการข้อมูลด้านความยั่งยืนประกอบการค้า เช่น ข้อมูลคาร์บอน หรือ Traceability
  3. บริบทความผันผวนที่เกิดขึ้น: ทั้งสภาพอากาศ ธุรกิจ และสงครามที่กำลังเกิดขึ้น

จากปัจจัยที่เกิดขึ้นทำให้เบทาโกรให้ความสำคัญกับการจัดความสมดุลของการผลิต เป้าหมายจึงไม่ใช่การผลิตให้มาก แต่เป็นการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการใช้ข้อมูลแบบ Real-Time ส่งผลให้กระบวนการที่ไม่เกิดมูลค่า หรืองานที่ไม่ต้องการแต่ยังต้องทำอยู่ เช่น การขนส่งที่เกิดในโรงงาน กลายมาเป็นภาระหน้าที่ของระบบอัตโนมัติ ก็จะย้อนกลับมาตรงที่ว่าเลือกเทคโนโลยีที่คุ้มค่า ไม่ใช่มองหาเทคโนโลยีที่ดีที่สุด

หากมองกลับมายังภาพรวมของประเทศไทย ด้วยขนาดของประเทศที่อาจจะไม่ได้ใหญ่มาก และประเทศไทยอยู่ในธุรกิจการผลิตมานาน ทำให้อาจเกิดคำถามว่าจะขยับขยายธุรกิจหรือการแข่งขันไปมากกว่านี้ได้หรือไม่ ยิ่งกติกาต่างๆ เป็นรูปแบบเดิมมาตลอด การวิ่ง การแซงในการแข่งขันจะเปลี่ยนแปลงได้ยาก แต่วันนี้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วในระดับโลก กติกาเองก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน เทรนด์ เงื่อนไข และวิธีแข่งขันก็เปลี่ยน

ผลจากการเปลี่ยนแปลงทำให้ธุรกิจในวันนี้พรุ่งนี้จึงถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ ธุรกิจที่ตามเกมไม่ทัน ถูกทิ้งไว้ข้างหลังและล้มหายตายจากไป กลุ่มต่อมาคือธุรกิจที่ตามเกมทัน ทั้งแบบที่ปรับตัวได้ หรือแบบที่รู้และเข้าใจแต่อาจจะยังปรับตัวไม่ได้ทั้งหมด กลุ่มเหล่านี้คือผู้รอดชีวิตและเติบโตได้ และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มธุรกิจที่คุมเกม ต้องมีทั้งวิสัยทัศน์และโลกทัศน์ ธุรกิจจึงขึ้นมาเป็นผู้นำและมีโอกาสที่จะเจ๊งได้ยาก หรือจะให้เรียกว่า ‘ไม่เจ๊ง’ ในเร็วๆ นี้ก็คงไม่ผิดนัก

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจจากศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและโครงสร้างแนวคิดธุรกิจที่จะเจ๊งได้ยาก แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเผชิญหน้ากับมรสุมครั้งใหญ่ ทำให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทุกท่านได้กลับมาขบคิดเรื่องแนวทางการต่อยอดใหม่อีกครั้งได้อย่างชัดเจน และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในระดับผู้ประกอบการ

“เรามีผู้ประกอบการรายหนึ่งเข้ามาปรึกษาทุกปี โปรเจคท์ใหม่ทุกครั้ง เราก็เคยถามเขาว่าทำไมมีแรงคุยของใหม่ทุกปีทั้งที่อุตสาหกรรมของตัวเองกำลังอยู่ในช่วงลำบาก คำตอบคือ ช่วงเวลานี้แหละเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม คำสั่งซื้อน้อย ก็ใช้เวลาปรับปรุงการผลิตเลย อย่าเสียดาย OT ให้พนักงานเข้ามาเสาร์-อาทิตย์ เพื่อปรับปรุงเครื่องจักรเลย เมื่อวิกฤติผ่านพ้นไปก็จะพร้อมพอดี” ดร. พนิตา พงษ์ไพบูลย์ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ได้แบ่งปันเรื่องราวนี้ให้กับทุกท่านที่เข้าร่วมงานได้ฟังกัน และนี่คือประโยคที่สรุปความหมายของงานนี้ได้อย่างชัดเจนและมีน้ำหนักมากที่สุดจากผู้ดำเนินรายการพิเศษในวันนี้

“ยั่งยืนแปลว่าเจ๊งยาก ถ้ามันไม่ยั่งยืนแสดงว่าเจ๊งง่ายแล้วนั่นเอง”

คุณธีระ กิตติธีรพรชัย CEO GMTX

NECTEC Sustainable Manufacturing Executive Forum: จับมือภาคธุรกิจสู่การสร้างประเทศไทยที่ยั่งยืน

เมื่อเราเชื่อมต่อเรื่องของความยั่งยืนในมิติระดับสากลเข้ากับมิติของธุรกิจ จะพบว่าแนวคิดของโลกและภาคธุรกิจนั้นอาจไม่ได้แตกต่างกันอย่างที่ใครหลายคนคิด เพราะทั้ง 2 มิติต่างมองถึงความคุ้มค่า การรับมือกับตัวแปรต่างๆ และท้ายที่สุดคือ การคงไว้ซึ่งธุรกิจหรืออีกนัยหนึ่งคือโลกใบนี้เหมือนๆ กัน

การจัดงานครั้งนี้ของ NECTEC ที่จับมือกับพันธมิตรหลากหลายฝ่ายเพื่อสะท้อน Ecosystem ของเทคโนโลยีในการผลิตหลากหลายมิติ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถจับต้องความยั่งยืนได้ ผ่านนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริง ขับเคลื่อนธุรกิจซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของประเทศอย่างภาคการผลิตให้สามารถเติบโตได้โดย ‘ไม่เจ๊ง’ ไปเสียก่อน

เทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก NECTEC ยังมีอีกมากมายให้ผู้ประกอบการและนักอุตสาหกรรมได้สัมผัส ทดลองใช้ และต่อยอดสู่การแข่งขันได้อย่างคุ้มค่า สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรมจากงานวิจัยไทยแท้ๆ ที่เข้าถึงได้ง่าย พลาดไม่ได้กับงาน NECTEC-ACE 2026 งานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ปี 2569 ณ สยามพารากอน วันที่ 3 กันยายน 2569 นี้เท่านั้น!

Logo-Company
Logo-Company
Logo-Company
logo-company
Thossathip Soonsarthorn
Expert & Knowledge Curator GMTX - MMThailand - AUTOMATION EXPO
Travel & Tech Asia 2026