สวทช. โดยศูนย์ TMEC ผนึกกำลัง UTAC THAI ยักษ์ใหญ่ Chip Packaging ลงนาม MOU พัฒนาหลักสูตรขั้นสูง เชื่อมโยงความรู้ต้นน้ำ (Wafer Fabrication) สู่นวัตกรรมขั้นสูง (Advanced Packaging) เพื่อแก้ Pain Point วิศวกรหน้างาน พร้อมชูบทบาท TMEC หนุนเอกชนวางกลยุทธ์การลงทุนยื่นขอสิทธิประโยชน์ BOI ขับเคลื่อนไทยสู่ห่วงโซ่คุณค่าเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก
วันที่ 28 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุมสราญวิทย์ SD601 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ บริษัท ยูแทค ไทย จำกัด (UTAC) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้ ‘โครงการความร่วมมือด้านวิชาการ การวิจัยและพัฒนาเพื่อการพัฒนานวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำของประเทศ
ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการขานรับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการพัฒนากำลังคนระดับสูงเพื่อรองรับกระแสการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังเติบโตทั่วโลก โดย สวทช. มุ่งหวังที่จะใช้ศักยภาพของศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สวทช. ในการสนับสนุนภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม
“นอกจากการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมแล้ว TMEC ยังมีความพร้อมที่จะสนับสนุน UTAC ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน โดยเฉพาะการจัดทำรายละเอียดทางเทคนิคและข้อเสนอโครงการเพื่อยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ด้วยความเชี่ยวชาญในด้าน Wafer Fabrication และความเข้าใจในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อย่างลึกซึ้ง เราเชื่อมั่นว่าจะช่วยให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนการลงทุนในเชิงโครงสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.ภัทราวดี กล่าว
นายบัวฉัตร ศรีคงคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมโรงงาน บริษัท ยูแทค ไทย จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรม Chip Packaging เนื่องจากปัจจุบันยังขาดการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างกระบวนการผลิตแผ่นเวเฟอร์ (Wafer Fabrication) และกระบวนการประกอบชิป (Packaging) ซึ่งส่งผลต่อความแม่นยำในการวิเคราะห์ปัญหาคุณภาพในสายการผลิต
ทั้งนี้ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว เราจะมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก คือ
- การพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ปัญหาหน้างานจริง
- การต่อยอดไปสู่เทคโนโลยี Advanced Packaging ซึ่งเป็นทิศทางหลักของโลก
- การผสานความเชี่ยวชาญของ TMEC และ UTAC เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยขยับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก
ขณะที่ ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ TMEC กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมา TMEC และ UTAC ได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องในการสร้างการรับรู้ในกลุ่มนักศึกษาทั่วประเทศ แต่ก้าวต่อไปที่สำคัญคือการแก้ปัญหาเชิงลึกให้กับวิศวกร โดยเฉพาะการใช้เครื่องจักรและโครงสร้างพื้นฐานระดับ Wafer-level ที่ TMEC มีความพร้อม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านจาก Chip Packaging แบบดั้งเดิม ไปสู่ Advanced Packaging ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงและบุคลากรที่มีความเข้าใจระบบอย่างเป็นองค์รวม
อย่างไรก็ดีความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง Ecosystem ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทยให้ครบวงจร ตั้งแต่การวิจัย การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการส่งเสริมการลงทุนระดับนโยบาย เพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในอนาคต
‘กำลังคน’ หัวใจสำคัญรับทิศทางการลงทุนและอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ใหม่ ‘เซมิคอนดักเตอร์’
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทยอาจไม่ใช่อุตสาหกรรมใหม่อย่างที่คนส่วนใหญ่คิด หากจะโฟกัสไปที่ชิปประมวลผล (Logic) ที่มีขนาดเล็กมากแล้วอาจจะดูใหม่แปลกตาเนื่องจากต้องการ Wafer Fab มูลค่ามหาศาลและประเทศไทยยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานในระดับศักยภาพดังกล่าว แต่ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กลางน้ำกับปลายน้ำได้เริ่มเดินหน้าอย่างเงียบงันมาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาใต้ร่มเงาของอุตสาหกรรมยานยนต์อันแข็งแกร่งของประเทศ ดังนั้นในภาพรวมของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ประเทศไทยไม่ได้เป็นมือใหม่ถอดด้าม แต่เราเป็นประเทศที่เพิ่งจะเริ่มวางนโยบายยุทธศาสตร์ในอุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจังเท่านั้นเอง
ปัจจุบันผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, PCB หรืออิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงรูปแบบอื่นๆ ของประเทศไทยต่างต้องเผชิญหน้ากับการขาดแคลนแรงงานมาเป็นเวลานาน เนื่องจากไม่มีหลักสูตรที่ถูกออกแบบมาเพื่ออุตสาหกรรมเหล่านี้ซึ่งมีความจำเพาะเจาะจงอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น แม้จะมีการสอนกัดแผ่นปรินท์ในหลักสูตรคณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่กลับไม่มีหลักสูตรในการผลิตระดับอุตสาหกรรมที่ครบวงจร ทั้งเรื่องเคมีต่างๆ การออกแบบแผ่นวงจรหรือ IC ที่ทันต่อความต้องการของตลาดเป็นต้น ทำให้ผู้ผลิตเหล่านี้ต้องวางแผนพัฒนากำลังคนของตัวเอง เช่น การจ้างงานมาเพื่ออบรมทักษะเฉพาะทางเป็นเวลา 3 ปี ทำให้เกิดเม็ดเงินการลงทุนมูลค่ามหาศาลสำหรับเอกชน กลายเป็นหนึ่งในกำแพงสำคัญสำหรับการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกือบทุกโรงงานต้องมีการเทรนเกิดขึ้นเองโดยใช้พื้นฐานองค์ความรู้จากคณะวิศวกรรมเพื่อให้ต่อยอดได้เท่านั้น
ในขณะเดียวกันความกังวลปนใส่ใจของทางภาคเอกชนอย่าง UTAC THAI ก็มีความชัดเจนว่าในการเร่งพัฒนากำลังคนนั้น ควรจะต้องมีการประเมินความต้องการของตลาดให้เหมาะสม แม้ว่าการผลิตบุคลากรจำนวนมากออกมาจะเป็นผลดีต่อเอกชนในการเลือกว่าจ้าง แต่ในความเป็นจริงแล้วจะเกิดตำแหน่งงานที่ล้นตลาด กลายเป็นการสำเร็จหลักสูตรที่มีคุณค่าสูงแต่ไม่มีงานรองรับ ดังนั้นแผนการพัฒนากำลังคนจึงต้องประเมินความพร้อมของตลาดภายในประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการจริง
ในทางกลับกันแม้ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจ้างงานสายเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาคอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ หรือเวียดนามก็ล้วนมีความต้องการเกิดขึ้นจำนวนมากเช่นกัน การพัฒนากำลังคนให้สามารถเติบโตไปยังตลาดงานในภูมิภาคได้ถือเป็นอีกหนึ่งทางรอดสำคัญเพื่อป้องกันปัญหาแรงงานล้นตลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งการเตรียมความพร้อมทั้งทางด้านภาษา ความเข้าใจในสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรม ตลอดจนความสามารถในการทำงานในต่างประเทศได้เป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่จำเป็นจะต้องได้รับการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ เพื่อเติมเต็มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังจะเติบโตขึ้นอีกมากในอนาคต
แน่นอนว่าจักรวาลของซัพพลายเชนเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงนั้นกว้างใหญ่มาก การพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญในแต่ละส่วนอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิด Ecosystem ของอุตสาหกรรมกลายเป็นความสำคัญที่เร่งด่วนหากประเทศไทยอยากจะมีพื้นที่ในอุตสาหกรรมใหม่นี้ในระดับสากลได้อย่างชัดเจน คำถามสำคัญในวันนี้ไม่ใ่ชว่าประเทศไทย ‘อยากผลิตอะไร’ แต่อาจเป็นว่า ‘ประเทศไทยมีความพร้อมความโดดเด่นด้านไหน’ และ ‘พื้นที่ใดในอุตสาหกรรมนี้บนแผนที่โลกที่ยังสามารถเติมเต็มได้’









